แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-solar-pv-banner

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกใช้อย่างไรถึงจะเหมาะสม?

อย่างที่รู้ว่า หลาย ๆ คนเริ่มกำลังมองหาพลังงานทางเลือกในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม SGE ENERGY จะพาไปรู้จักกับ แผงโซล่าเซลล์ (Solar PV) ตัวแปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า ให้สามารถนำพลังงานไฟฟ้านั้นมาใช้ได้ และ แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกติดตั้งแบบไหนให้เหมาะสำหรับติดตั้งที่บ้าน

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ

แผงโซลล่าเซลล์ คือ Photovoltaic cells หรือ PV cells สามารถผลิตได้หลายวิธี จากวัตถุดิบหลากหลายอย่าง แต่แผงทุกแบบ จะมีหลักการเดียวกัน คือ ทำหน้าที่แปลงเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งาน วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตแผงโซล่าเซลล์ คือ ซิลิกอน ที่มีคุณสมบัติสารกึ่งตัวนำ และไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซล่าเซลล์นั้นจะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่มีทั้งขั้วบวก+ ขั้วลบ – ก่อนที่จะส่งผ่านไปยัง Inverter เพื่อแปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่ใช้งานได้ตามปกติ โดยแผงโซล่าเซลล์ มีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ คือ

1) โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells)

แผงโซล่าเซลล์โมโนคริสตัลไลน์ เป็นแผงที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด ผลิตจากผลึกซิลิคอนเชิงเดี่ยว (mono-Si) หรือ single crystalline (single-Si) มีลักษณะเป็นแท่งซิลิคอนแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีสีเข้ม มีเส้นสีเงิน ทำหน้าที่นำกระแสไฟฟ้าวางเรียงกัน และลบมุมทั้งสี่ออก (สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด) แผงโซล่าเซลล์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่กระบวนการผลิตจะค่อนข้างช้า เพราะใช้แรงงานเป็นหลัก ทำให้มีราคาแพงกว่า แผงโซล่าเซลล์โพลีคริสตัลไลน์ และแบบฟิล์มบาง

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-monocrystalline

มีประสิทธิภาพในการผลิต และส่งพลังงานไฟฟ้าสูงสุด แปลงกระแสไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยกว่าแผงโซล่าเซลล์ชนิดอื่น ๆ และมีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 25 ปีขึ้นไป

2) โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells)

แผงโซล่าเซลล์โพลีคริสตัลไลน์ ประกอบด้วยผลึกซิลิกอนเล็ก ๆ จำนวนมาก มาเทใส่โมลด์ที่เป็นสี่หลี่ยม และตัดเป็นแผ่นบาง ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีการตัดมุม สีของแผงจะออกสีน้ำเงินฟ้าไม่เข้มมาก มีประสิทธิภาพน้อยกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบโมโนคริสตัลไลน์

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-solar-pv-02 polycrystalline

มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 13-16% เมื่อมีแสงแดดจัดจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบโมโนคริสตัลไลน์เล็กน้อย เหมาะสำหรับการติดตั้งในที่ที่มีอุณหภูมิสูง และมีแสงแดดส่องเป็นเวลานาน ราคาไม่แพงมาก มีอายุการใช้งานยาวนานโดยเฉลี่ย 20-25 ปี

3) อะมอร์ฟัสซิลิคอน (Amorphous) หรือ แบบฟิล์มบาง (Thin film)

แผงโซล่าเซลล์อะมอร์ฟัส หรือ แบบฟิล์มบาง เป็นแผงโซล่าเซลล์ที่ทำจาก อะมอร์ฟัสซิลิกอน (a-Si) และสารชนิดต่าง ๆ เช่น silicon, Cadmium telluride, Copper indium gallium selenide และ Organic photovoltaic cells นำมาฉาบเป็นแผ่นฟิล์มบาง ซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เพื่อให้สามารถรับแสงอาทิตย์ เพื่อแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าได้ แต่แผงโซล่าเซลล์ชนิดนี้ อาจจะไม่ค่อยนิยมมากนัก เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่ำเกินไป

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-solar-pv-03 amorphous-thin film

มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 7-10% (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่นำมาทำเป็นฟิล์มฉาบ) ทนในที่ที่มีอุณหภูมิร้อนจัด ได้รับผลกระทบน้อยกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบอื่น ๆ ไม่ทำให้เกิดปัญหาวงจรไหม้ มีอายุการใช้งานไม่ยาวนานมาก ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย นิยมนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กต่าง ๆ เช่น นาฬิกา เครื่องคิดเลข เป็นต้น

เปรียบเทียบแผงโซล่าเซลล์ แต่ละชนิด

ประเภทแผงโซล่าเซลล์ Efficiency Rate ข้อดี ข้อเสีย
โซล่าเซลล์โมโนคริสตัลไลน์ 

Monocystalline Solar Panels (Mono-SI) – แบบซิลิคอนผลึกเดี่ยว

20%
  • มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์
  • ผลิตไฟได้ดีตลอดอายุการใช้งาน แม้มีแสงน้อย
  • อายุการใช้งาน 25 ปีขึ้นไป
  • ราคาแพงกว่า
  • หากสกปรก หรือถูกบังแสงในบางส่วนของแผง อาจทำให้วงจร inverter ไหม้ได้ 
โซล่าเซลล์โพลีคริสตัลไลน์

Polycrystalline Solar Panels (p-Si) – แบบซิลิคอนผลึกหลายเซลล์

16%
  • ราคาถูกกว่าแบบ Mono
  • ผลิตไฟฟ้าได้ดีเมื่อเจออากาศร้อน ๆ
  • อายุการใช้งาน 20-25 ปี
  • ราคาถูกกว่า Mono
  • มีประสิทธิภาพต่ำกว่าแบบ Mono
โซล่าเซลล์อะมอร์ฟัส หรือ แบบฟิล์มบาง

Thin-Film: Amorphous Solar Panels (A-SI)

7-10%
  • ราคาค่อนข้างถูก ผลิตได้ง่าย
  • มีความยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนจัด ได้ดีกว่าแบบอื่น ๆ
  • ผลิตไฟได้ต่ำ อายุการใช้งานของแผงสั้น
  • มีพื้นที่จำกัด ไม่เหมาะนำมาใช้ตามหลังคาบ้าน

แผงโซล่าเซลล์มีกี่วัตต์? กี่ขนาด?

ก่อนติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ต้องรู้ก่อนว่า แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ กี่วัตต์ กี่ขนาด และนำไปใช้งานแบบไหน เช่น ติดบนหลังคา พื้นดิน หรือใช้กับปั๊มน้ำ เพื่อเลือกขนาด น้ำหนัก กำลังวัตต์ของแผงโซล่าเซลล์ โดยทั่วไปที่ใช้ จะมีขนาดที่ใช้กำลังวัตต์เริ่มต้น ดังนี้

แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-solar-pv-04
  • ขนาด 5 วัตต์: เป็นแผงขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการนำไปใช้กับสัญญาณไฟกระพริบตามแยกต่าง ๆ บนท้องถนน
  • ขนาด 10-17 วัตต์: เหมาะสำหรับนำไปใช้กับการติดตั้งไฟส่องทางเดิน ไฟในสวน เป็นต้น
  • ขนาด 225-280 วัตต์: เป็นแผงขนาดกลาง นำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ในบ้าน เครื่องปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
  • ขนาด 500 วัตต์: เป็นแผงที่เหมาะสำหรับติดตั้งในครัวเรือน สามารถใช้งานได้ตามขนาดของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟ 5 วัตต์ (ใช้ได้ 500 ชม.) พัดลม 100 วัตต์ (ใช้ได้ 20 ชม.) และเครื่องซักผ้าขนาด 300 วัตต์ (ใช้ได้ 10 ชม.) เป็นต้น

โดยแผงโซล่าเซลล์ไม่เกิน 200W: จะมีขนาดประมาณ 150 x 70 x 4 ซม. (กว้าง x ยาว x หนา) น้ำหนักแผงประมาณ 10 กิโลกรัม/ แผงโซล่าเซลล์ 300-400W: ขนาดประมาณ 200 x 100 x 4 ซม. น้ำหนักแผงประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ แผงโซลล่าเซลล์ขนาด 500-550W: จะมีขนาดประมาณ 230 x 115 x 4 ซม. น้ำหนักแผงประมาณ 30 กิโลกรัม

วิธีเลือกซื้อโซล่าเซลล์

  • เลือกจากคุณภาพ ราคา มีการการันตี และการรับประกันสินค้ากลังการขาย
  • แนะนำให้เลือกแผง Monocrystalline / Mono half cell เพราะประสิทธิภาพดีที่สุด และ ราคาจับต้องได้
  • วิธีเลือกว่า แบรนด์ไหน เจ้าของไหนดีกว่ากัน ให้ดูที่ efficiency ควรอยู่ที่ 19-21.5% ยิ่งมีมากยิ่งดี และนำราคามาเปรียบเทียบกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • โดยแผงโซล่าเซลล์ที่ได้รับความนิยม จะมี 2 ชนิด คือ Mono Crystalline และ Poly Crystalline ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกัน มีข้อต่างกัน คือ การแปลงกระแสไฟฟ้าเท่านั้นเอง
แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ-solar-pv-05

หากใครกำลังมองหา แผงโซล่าเซลล์คุณภาพดี คุ้มค่า คุ้มราคา พร้อมบริการดี ๆ หลังการขาย ขอแนะนำ บริษัท เอสจีอี เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย และบริการติดตั้ง โซล่าเซลล์ ครบวงจร มีแผงโซล่าเซลล์ รุ่น Monocrystalline ให้เลือกหลากหลายขนาด โดยมีกำลังผลิตสูงสุดอยู่ที่ 550W

จบไปแล้วกับ แผงโซล่าเซลล์มีกี่แบบ ที่เรานำมาฝากกัน คงทำให้หลาย ๆ คน ได้รู้จักกับ แผงโซล่าเซลล์กันมากขึ้นแล้วใช่ไหม อย่างไรก็ตามก่อนจะติดตั้ง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเสมอด้วย เพื่อการใช้งานที่ตรงตามความเหมาะสมกับการใช้งานนั่นเอง